วันพุธที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ถนอมลูกตาคู่นี้ เมื่อใช้คอมฯ นาน


ปัจจุบันนี้ คอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทในชีวิตของคนเราอย่างมาก ทำให้เกิดผู้ใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ ซึ่งมีความเสี่ยงต่อกลุ่มอาการทางสายตา ยิ่งใช้เวลาอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์วันละหลายๆ ชั่วโมงด้วยแล้ว ต้องถนอมสายตากันด้วยนะครับ ... เพราะมีลูกตาอยู่เพียงคู่เดียวเอง …


บางครั้งเพียงแค่การปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมในการทำงานให้เหมาะสมก็จะสามารถลดอาการปวดเกร็งของกล้ามเนื้อตา และปัญหาทางสายตาที่จะตามมาได้ ในบางรายอาจจะต้องใช้แว่นสายตาสำหรับใช้กับคอมพิวเตอร์ จะทำให้การมองเห็นดีขึ้น 
Computer Vision Syndrome (CVS) เกิดจากการลดลงของ reflex ในการกระพริบตาเมื่อเราจ้องคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน โดยปกติคนเราจะกระพริบตาชั่วโมงละ 16-20 ครั้งต่อนาที แต่สำหรับคนที่จ้องอยู่กับคอมพิวเตอร์นานๆ อาจจะลดลงเหลือเพียง 6-8 ครั้งต่อนาที ผลที่ตามมาก็คืออาการตาแห้ง และเกิดการเกร็งของกล้ามเนื้อตา ทำให้มีอาการปวดตา เคืองตา และสายตาล้า บางคนอาจจะทำให้ไม่สามารถโฟกัสภาพให้ชัดได้ โดยเฉพาะในคนอายุ 30-40 ปี และจะทำให้เกิดสายตายาวเร็วขึ้นกว่าปกติ การลดอาการที่เกิดจาก CVS หลักง่ายๆ อันหนึ่งก็คือกฏ “20-20-20 rule” โดยมีหลักการอยู่ว่า "ทุกๆ 20 นาที ให้พักสายตาโดยการมองไกล 20 ฟุต หรือประมาณ 6 เมตร นานประมาณ 20 วินาที"
มีการศึกษาพบว่า จะมีอาการผิดปกติทางด้านเกี่ยวกับการมองเห็นมากกว่า 50-90% สำหรับคนที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการทำงาน ซึ่งจะนำไปสู่ความรู้สึกอ่อนล้าของร่างกาย ความสามารถในการทำงานลดลง และความผิดพลาดจากการทำงานมากขึ้น ดังนั้นลองมาดู 10 ขั้นตอนที่จะลดอาการ CVS กันดูนะครับ
  1. ตรวจสายตาเป็นประจำทุกปี โดยแพทย์เฉพาะทาง
  2. ใช้แสงสว่างให้พอเหมาะ บ่อยครั้งที่จะพบว่ามีแสงจ้ามากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นแสงจากภายนอก หรือในบริเวณที่ทำงานเอง
  3. ลดแสงสะท้อนจากผิววัสดุต่างๆ หรือผนังห้อง หากว่าคุณใส่แว่น พยายามเลือกเลนส์ที่ช่วยตัดแสง หรือลดแสงสะท้อน
  4. เปลี่ยนจอ monitor เป็นแบบ LCD แทนแบบเก่า เลือกจอที่มีความละเอียดสูงๆ และหน้าจอขนาดใหญ่ 19 นิ้ว
  5. ปรับ brightness and contrast ของหน้าจอคอมพิวเตอร์ปรับความจ้าให้ใกล้เคียงกับแสงในบริเวณที่คุณทำงาน เช่น ทดสอบโดยให้หน้าจอสีขาว และเทียบดูว่าสว่างเหมือนเป็นแสงไฟ ก็แสดงว่าจ้าเกินไป ถ้าออกเทาๆ ก็แปลว่ามืดไป ปรับขนาดตัวอักษร และสีจอคอมพิวเตอร์ให้พอเหมาะ ถ้าให้ดีให้ตัวหนังสือใหญ่ประมาณสามเท่าของตัวหนังสือที่เล็กที่สุดที่คุณอ่านเป็นประจำ ตัวหนังสือสีดำบนพื้นขาวดีที่สุดสำหรับตาคุณ หรือให้เป็นตัวเข้มและพื้นหลังสีอ่อนก็ดี พยายามหลีกเลี่ยงพื้นหลังที่เป็นลวดลายหรือมีสีใกล้เคียงกับตัวอักษร
  6. กระพริบตาให้บ่อยขึ้น เพื่อช่วยป้องกันตาแห้ง แต่ถ้ามีอาการคันตา เคืองตามาก อาจหยอดนํ้าตาเทียมช่วยได้
  7. บริหารกล้ามเนื้อตา ใช้หลัก 20-20-20 มองไกลทุก 20 นาที นาน 20 วินาที อีกวิธีคือ มองไกล 10-15 วินาที แล้ว กลับมามองใกล้ 10-15 วินาที ทำแบบนี้ 10 รอบ
  8. พักเบรกบ้าง เพื่อลดอาการล้าของสายตา และกล้ามเนื้อที่หลัง บ่า ไหล่ของคุณ หลายคนอาจจะพักแค่วันละ 15 นาที แต่สถาบันอาชีวเวชศาตร์ของอเมริกาแนะนำว่า หากในหนึ่งวัน มีเพิ่มการพักสั้นๆ 5 นาที วันละ 4 ครั้ง จะสามารถลดอาการไปได้อย่างมาก
  9. ปรับเปลี่ยนโต๊ะทำงานให้เหมาะสม ให้สายตาห่างจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ประมาณ 20-24 นิ้ว และจุดศูนย์กลางของจอตํ่าลงมาประมาณ 10-15 องศา จากตาของคุณ
  10. สวมแว่นสำหรับทำคอมพิวเตอร์ ถ้าคุณมีปัญหาสายตา
ลองนำไปใช้กันดูนะครับ จะได้รักษา่และถนอมสายตาของคุณไว้ก่อนวัยอันควร : D


วันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ปวดเข่า จะออกกำลังกายอย่างไร ?


สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องหัวเข่า หรือบาดเจ็บจากการออกกำลังกาย หรือข้อเข่าเริ่มเสื่อม โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ สามารถฝึกออกกำลังกายทั้ง 11 ท่านี้ได้ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น และสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ รวมทั้งช่วยลดอาการเจ็บปวด และมีกำลังมากขึ้นด้วย

สิ่งสำคัญในการฝึก คือ "ต้องป้องกันอุบัติเหตุ" ไม่ว่าจะเป็นการล้ม การเป็นลม โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ควรมีคนคอยดูแลด้วยทุกครั้ง


1. Hamstring Stretch


  
ก่อนอื่นให้อบอุ่นร่างกาย (warm up) ด้วยการเดินประมาณ 5 นาที
นอนหงาย ใช้ผ้าคล้องไว้ที่ฝ่าเท้า
ค่อย ๆ ยกขาขึ้น ใช้มือสองข้างดึงผ้า ช่วยให้ยืดขึ้นเรื่อย ๆ
ค้างไว้ประมาณ 20 วินาที
และทำซ้ำ 2 ครั้ง จึงเปลี่ยนขา
การยืดเส้นจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น และป้องกันการบาดเจ็บได้





2. Calf stretch




ท่ายืดกล้ามเนื้อน่อง ควรใช้กำแพง หรือพนักเก้าอี้ที่มันคง
โดยให้เท้าซ้ายอยู่ด้านหน้า งอเข่าด้านซ้าย
ถอยเท้าขวาไปด้านหลัง ให้กดส้นเท้าแนบกับพื้น

ถ้าต้องการยืดมากขึ้นใ้ห้ดันสะโพกไปด้านหน้า
จะรู้สึกยืดตึงที่น่องของขาขวา

ที่ต้องระวังคือ อย่าให้หัวเข่าข้างซ้าย งอเกินไปจนเลยระดับของนิ้วหัวแม่เท้า

ค้างท่านี้ไว้ 20 นาที ทำ 2 รอบ แล้วเปลี่ยนข้าง


3. Straight leg raise




ท่านี้เป็นการสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อ 

นอนหงายบนพื้น งอเข่าข้างซ้ายโดยให้เท้าวางบนพื้น เหยียดขาขวาให้ตรง กระดกเท้าขึ้น 
พยายามยกขาโดยใช้กล้ามเนื้อหน้าขา ยกขึ้นลง ช้า ๆ โดยให้ออกแรงเฉพาะขา ไม่ให้ใช้หลัง
ยกแต่ละครั้งให้ยกค้างไว้ 5 วินาที ทำ 10 รอบ แล้วพัก 
หลังจากนั้นให้ทำอีก 10 รอบ จึงค่อยเปลี่ยนขา


4. Quad set




บางคนอาจจะบอกว่า "การยกขา" ท่าก่อนหน้านี้ยากเกินไป เช่น ผู้ที่ผ่าตัดหัวเข่ามา หรือ ผู้ใหญ่ที่ข้อเข่าเสื่อมมาก ให้ลองเปลี่ยนเป็นท่านี้แทนนะครับ 

ท่านี้ทำไม่ยาก เพียงแค่พยายามเกร็งกล้ามเนื้อหน้าขา 
โดยการนอนหงายบนพื้น ขา 2 ข้างเหยียดออกไป ให้เกร็งขาทีละข้าง ครั้งละประมาณ 5 วินาที 
ทำ 10 ครั้งติดต่อกันแล้วพัก หลังจากนั้นทำ 10 ครั้งอีกเซต จึงค่อยเปลี่ยนขาอีกข้าง


5. Seated Hip March




ท่านี้เป็นท่าที่ช่วยสร้างกล้ามเนื้องสะโพก และ ต้นขา ให้มีแรงมากขึ้น เวลาเดิน หรือลุกขึ้นจากเก้าอี้

เริ่มด้วย การนั่งบนเก้าอี้ ให้หลังตรง เท้าข้างซ้าย งอเล็กน้อย และให้ปลายเท้าแตะไว้บนพื้น 
ให้ยกเท้าข้างขวาขึ้นจากพื้น โดยที่เข่ายังงออยู่ และให้เกร็งลอยค้างไว้ 5 วินาที ค่อย ๆ วางเท้าลงช้า ๆ 
ให้ทำ 10 ครั้ง พัก และทำีอีก 10 ครั้ง แล้วจึงเปลี่ยนขา

ถ้ายกไม่ไหวในตอนแรก ให้ใช้ มือ 2 ข้าง ประคองใต้ขา และช่วยยกได้


6. Pillow Squeeze




ท่านี้ช่วย กล้ามเนื้อด้านในของขา ซึ่งมีส่วนในการป้องกันเข่า

ให้ นอนหงาย งอเข่าทั้ง 2 ข้าง หนีบหมอนเอาไว้ตรงกลาง และพยายามหนีบเข่า 2 ข้างเข้าหากัน เกร็งไว้ประมาณ 5 นาที ทำ 10 ครั้ง และพัก หลังจากนั้นทำอีกรอบหนึ่ง


7. Heel Raise




ให้ยืนอยู่ด้านหลังเก้าอี้ที่มีพนัก ยืนตร งและยืดตัวให้ตรง 
ให้ยกส้นเท้าจากพื้น และยืนค้างไว้ 5 วินาที แล้วค่อย ๆ วางส้นเท้าลงช้า ๆ 
ให้ทำต่อนื่อง 10 ครั้งแล้วพัก และทำอีกชุด


8. Side Leg Raise



ยืนหลังเก้าอี้ เพื่อการทรงตัว 

ทิ้งน้ำหนักตัวบนขาซ้าย และให้กางขาขวาออกไปทางด้านข้าง โดยให้ขาขวายืดตรง และกล้ามเนื้อด้านนอก ได้ออกแรง 

ให้ทำ 10 ครั้งและพัก ทำต่ออีก 10 ครั้ง แล้วค่อยเปลี่ยนข้าง

ถ้ายังไม่ค่อยมีแรงก็ไม่ต้องทำสูงมาก เมื่อทำไปเรื่อย ๆ ก็ พยายามยกให้สูงขึ้นกว่าเดิม










9. Sit to Stand




ท่านี้เป็นการฝึกให้สามารถลุกขึ้นได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ

ให้วางหมอน 2 ใบไว้บนเก้าอี้ และให้ยืนย่อเข่าเล็กน้อย โดยที่ก้นยังลอยอยู่เหนือหมอนบนเก้าอี้ 
หลังตรง และเท้าทั้งสองข้างวางราบกับพื้น 
ค่อย ๆ วางก้นลงบนหมอน โดยที่งอเข่า ใช้กล้ามเนื้อที่หน้าขา และไม่ขยับเท้า
ส่วนมือให้กอดอกไว้ หรือ วางไว้แนบลำตัว

สำหรับผู้สูงอายุที่ไม่ค่อยแข็งแรง จะต้องมีคนอยู่ข้าง ๆ เพื่อป้องกันการล้ม


10. One Leg Balance


 สำหรับคนทั่วไปคงไม่มีปัญหา 
แต่สำหรับผู้สูงอายุ อาจจะต้องฝึกเรื่องความสมดุล

พยายามยืนขาเดียว ให้นิ่ง ถ้าเป็นผู้สูงอายุ ควรมีราว / เสา / เก้าอี้ / โต๊ะ ให้เกาะด้วย เพื่อป้องกันการล้ม
แต่ละข้างให้ค้างไว้ 20 วินาที ทำ 2 ครั้งต่อข้าง แล้วค่อยยกขาอีกข้างหนึ่งแทน

ท่านี้ช่วยให้เวลาเดินลงจากรถ ทำได้ง่ายขึ้น


11. Step Ups



เป็นท่าที่ฝึกกล้ามเนื้อให้แข็งแรง เพื่อจะขึ้นบันไดได้ดีขึ้น

ยืนอยู่กับหน้าแท่นที่มีความสูงพอ ๆ กับขั้นบันได 
ก้าวเท้าซ้ายขึ้น และตามด้วยเท้าขวา 
เวลาลงให้เอาเท้าขวาลงก่อน 
ำแบบนี้ 10 ครั้ง พัก และทำอีก 10 ครั้ง แล้วค่อยสลับเอาเท้าขวาขึ้นก่อน เท้าซ้ายลงก่อน

สำหรับผู้ใหญ่ ให้ระวังเรื่องการหกล้ม และจะต้องมีคนคอยดูแล

ถ้าขั้นเีดียวเบาไป ให้ขึ้นสูงขึ้นตามภาพ แต่เริ่่มต้นให้เตี้ย ๆ ก่อนดีกว่านะครับ


นอกเหนือจากการฝึกเหล่านี้แล้ว อาจจะใช้การเดินออกกำลัีงกายเพิ่มเติมด้วย โดยผู้ที่ไม่มีปัญหาเข่าเสื่อมมาก อาจเดินครั้งละ 20-30 นาที ทำอย่างน้อย 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ โดยพยายามเลือกรองเท้าที่ช่วยกันการกระแทกได้ดี หรืออาจปรึกษาแพทย์ หรือ นักกายภาพบำบัด ก่อนว่า สามารถเดินออกกำลังกายได้หรือไม่ ? อย่างไร ?

ส่วนการออกกำลังกายที่ไม่ต้องให้มีแรงกระแทกต่อหัวเข่ามาก เช่น การปั่่นจักรยาน, การเดินในน้ำ, การว่ายน้ำ เป็นต้น

11 ท่าเหล่านี้ ยังสามารถใช้กับบุคคลทั่วไปที่ต้องการป้องกันอาการข้อเข่าเสื่อมได้นะครับ 

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก Dr.Carebear Samitivej

วันเสาร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2555

นั่งหน้าจอคอมอย่างไร ? ไม่ให้ปวดหลัง




คุณเคยเป็นแบบในรูปนี้หรือเปล่า ???




คนที่มีอาการปวดหลัง ส่วนใหญ่ร้อยละ 90 จะมีสาเหตุมาจากการนั่งผิดท่า นอกจากนี้ ชีวิตประจำวันของหนุ่มสาวออฟฟิศที่ต้องนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์นาน ๆ ซึ่งเป็นท่าที่ต้องใช้หลังมากกว่าปกติ ขณะเดียวกันยังให้เวลากับการออกกำลังกายน้อย รวมถึงดูแลสุขภาพน้อย ล้วนเป็นสาเหตุทำให้ปวดหลังเรื้อรัง


โดยปกติื คนที่นั่งทำงานในออฟฟิศที่ต้องนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานนาน ๆ มักจะห่อไหล่ นั่งหลังโกง และหลายคนมักจะโน้มตัวไปจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ กระดูกและกล้ามเนื้อของไหล่, หลัง และคอก็จะค่อย ๆ พัฒนาตัวเอง โดยกระดูกไหล่จะห่อเข้ามา กระดูกหลังจะงอ กระดูกคอจะยื่นไปข้างหน้าแบบถาวร เพื่อให้รองรับการใช้งานที่ต้องการได้อย่างสะดวก นานวันเข้าก็จะอยู่ผิดรูป และความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อจะเสียสมดุล รวมทั้งกระดูกและกล้ามเนื้อส่วนเหล่านั้นจะต้องทำงานหนักตลอดเวลา หากทิ้งไว้นาน ๆ อาจนำไปสู่ภาวะกระดูกเสื่อมจนขยับร่างกายส่วนนั้นไม่ได้สะดวก หรือในที่สุดมีการพัฒนาจนเป็นเรื่องโรคข้อกระดูกเสื่อมได้



ผมจึงอยากแนะนำ 7 วิธีที่ควรปฏิบัติในการนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่โต๊ะทำงาน เพื่อแก้อาการปวดหลัง โดยเริ่มจาก



1. การเลือกขนาดของโต๊ะ เก้าอี้ให้เหมาะสมพอดีกับสรีระ

2. ไม่ควรใช้เก้าอี้สปริงที่เอนได้ เพราะไม่มีการรองรับหลังเท่าที่ควร ควรเลือกเก้าอี้ที่เอนได้และมีความสูงของเก้าอี้และโต๊ะได้ระดับและมีหมอนหนุนหลัง

3. คอมพิวเตอร์ที่ใช้ต้องปรับให้จออยู่ในระดับสายตา คือ กึ่งกลางของจออยู่ระดับสายตา การพิมพ์งาน แป้นคีย์บอร์ด ควรอยู่ในระดับข้อศอก ข้อมือ จะได้ไม่ต้องยกแขนขึ้นมาพิมพ์

4. ใช้เมาส์ ควรเป็นแทรกกิ้งบอล หรือไร้สาย ที่นำมาใกล้ตัวได้ ใช้ถนัดไม่ต้องยื่นแขน

5. ไม่ควรนั่งหน้าจอเป็นเวลานานๆ ควรพักทุก 45 นาที เพื่อพักผ่อนอิริยาบถ และควรนั่งให้ตรงกับหน้าจอคอมพิวเตอร์ จะได้ไม่ต้องบิดตัวไปมา

6. ควรนั่งเก้าอี้ให้เต็มก้น

7. ควรบริหารร่างกายอยู่สม่ำเสมอ ท่าง่ายๆ นอกจากเดินไปมาคือ การบีบคอ ยืดกล้ามเนื้อคอ เอียงไปซ้ายและขวา ก้มหน้าเงยหน้า โดยแต่ละท่าค้างไว้ 10 วินาที ต่อมาเป็นการยืดกล้ามเนื้อหลังโดยการก้มตัว หน้าอกประชิดหัวเข่า การยืดและคลายกล้ามเนื้อควรทำช้าๆ และค้างไว้ 10 วินาทีเช่นกัน เพื่อให้กล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็นยืดตัว ถ้าก้มแรงๆ หรือกระแทกแรงๆ จะทำกล้ามเนื้อฉีกขาดหรือบาดเจ็บได้


ข้อปฏิบัติง่ายๆ เหล่านี้จะทำให้หนุ่มไอทีสาวออฟฟิศทั้งหลายบุคลิกภาพดี และหลีกเลี่ยงอาการปวดหลังเรื้อรังได้ดีทีเดียว ลองนำไปปรับใช้กันดูนะครับ 

ปริมาณน้ำในผัก สำคัญไฉน ? (Water Content of Vegetables)


"น้ำ" ถือว่าเป็นส่วนประกอบหลักของร่างกายคนเรา โดยมีประมาณ 60% ของน้ำหนักตัว ซึ่งเราควรดื่มน้ำวันละครึ่งแกลลอน หรือ 2 ลิตร หรือ 8 แก้ว (น้ำ 1 แก้ว ประมาณ 250 มิลลิลิตร) เพื่อให้เหมาะสมกับการทำงานของร่างกาย ความต้องการน้ำ จะแตกต่างกัน โดยขึ้นอยู่กับอาหารที่ทาน, อุณหภูมิรอบตัว, ความชื้น, กิจกรรมที่ทำ และปัจจัยอื่น ๆ 


ผัก จะมีน้ำเทียบกับน้ำหนักอยู่ในปริมาณมาก เมื่อเราทานผักเหล่านี้เข้าไป น้ำที่อยู่ในผักก็จะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งจะช่วยให้รู้สึกอิ่ม และไม่ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่ม 


มาดูกันว่า ผักแต่ละชนิด มีปริมาณน้ำเท่าไรกัน !

- ผักกาดหอม 20 กรัม มีน้ำ 19 กรัม หรือ 96% ของน้ำหนักทั้งหมด
- ผักชีฝรั่ง 40 กรัม มีน้ำ 38 กรัม หรือ 95% ของน้ำหนักทั้งหมด
- แตงกวา 52 กรัม มีน้ำ 50 กรัม หรือ 96% ของน้ำหนักทั้งหมด
- มะเขือเทศ (สีแดง) 123 กรัม มีน้ำ 115 กรัม หรือ 94% ของน้ำหนักทั้งหมด
- มะเขือเทศ (สีเขียว) 123 กรัม มีน้ำ 114 กรัม หรือ 93% ของน้ำหนักทั้งหมด
- บวบ 65 กรัม มีน้ำ 62 กรัม หรือ 95% ของน้ำหนักทั้งหมด
- กะหล่ำปลี (สีเขียว) 35 กรัม มีน้ำ 32 กรัม หรือ 93% ของน้ำหนักทั้งหมด
- กะหล่ำปลี (สีแดง) 35 กรัม มีน้ำ 32 กรัม หรือ 92% ของน้ำหนักทั้งหมด
หัวไชเท้า 45 กรัม มีน้ำ 43 กรัม หรือ 95% ของน้ำหนักทั้งหมด
- บรอคโคลี่ 44 กรัม มีน้ำ 40 กรัม หรือ 91% ของน้ำหนักทั้งหมด

เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์กันนะครับ !!!

*********************************************************************************

Water makes up about 60% of the body’s weight.  For the body to function properly, we need to consume
about two quarts (1/4 gallon) of water (or liquid) per day.  Water needs vary but depend on the food a person eats, environmental temperature and humidity, a person’s activity level and other factors.  


Vegetables contain large quantities of water in proportion to their weight.  When these foods are eaten, the water can be absorbed by the body. So you will feel full and not gain weight. 


See the water content of several popular vegetables.


Lettuce 20 g : water weight 19 g, percent water = 96%
Celery 40 g : water weight 38 g, percent water = 95%
Cucumber 52 g : water weight 50 g, percent water = 96%
- Tomato (red) 123 g : water weight 115 g, percent water = 94%
- Tomato (green) 123 g : water weight 114 g, percent water = 93%
Zucchini 65 g : water weight 62 g, percent water = 95%
Cabbage (green) 35 g : water weight 32 g, percent water = 93%
Cabbage (red) 35 g : water weight 32 g, percent water = 92%
Radish 45 g : water weight 43 g, percent water = 95%
- Broccoli 44 g : water weight 40 g, percent water = 91%


Plus, they are SUPER healthy !!!